Skip

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระเมรุมาศในครั้งนี้ออกแบบโดยยึดถือคติตามโบราณราชประเพณีรูปแบบเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์ มีรูปแบบเป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก ประกอบด้วยชั้นเชิงกลอน ๗ ชั้น ภายในตั้งพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระโกศจันทน์ ผังพื้นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน ยกพื้นสูงเป็นฐาน ๓ ชั้น ชั้นบนสุดมีมุมทั้งสี่มีซ่าง (ส้าง/สร้าง หรือสำช่าง) ทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน ๕ ชั้น เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรม ๔ สำรับ สวดพระอภิธรรมสลับกันไป ตั้งแต่เมื่อพระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนกระทั่งถวายพระเพลิงแล้วเสร็จ ที่มุมฐานชั้นที่ ๒ ประกอบด้วยซุ้มทรงบุษบกรูปแบบเดียวกัน รวมได้ ๙ ยอด

ในครั้งนี้ พระเมรุมาศมีขนาดสูงใหญ่ ลักษณะผังอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความกว้างด้านละ ๖๐ เมตร สูง ๕๐.๔๙ เมตร ตามระยะในแบบก่อสร้าง

พระเมรุมาศ

พระจิตกาธาน

พระจิตกาธาน

พระจิตกาธาน คือ เชิงตะกอน หรือฐานที่ทำขึ้นสำหรับเผาศพ เป็นคำที่ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบด้วยแท่นฐานสำหรับเผาทรงสี่เหลี่ยม ภายในใส่ดินเสมอปากฐานสำหรับวางฟืน ไม้จันทน์ พระจิตกาธาน มักประดับตกแต่งด้วยกระดาษสีและเครื่องสด เช่นดอกไม้ ใบไม้ ใบตอง หยวกกล้วยและผลไม้บางชนิดเป็นต้น สำหรับเป็นเครื่องกันไฟ ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระจิตกาธานตั้งอยู่บนฐานชาลาชั้นบนสุดภายในบุษบกองค์ประธาน

Close

บุษบกองค์ประธาน

บุษบกองค์ประธาน

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น ประกอบด้วยอาคารทรงบุษบกจำนวน ๙ องค์ โดยมี "บุษบกองค์ประธาน" อยู่ตรงกึ่งกลางของฐานชาลาชั้นบนสุด ๑ องค์ เป็นอาคารทรงบุษบก ยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน ๗ ชั้น เป็นที่ตั้งของพระจิตกาธานใช้สำหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

Close

ฉากบังเพลิง

ฉากบังเพลิง

ฉากบังเพลิง มีลักษณะเป็นฉากพับได้ ติดอยู่กับเสาพระเมรุมาศทั้ง ๔ ด้านใช้สำหรับกำบังลมหรือใช้ประโยชน์ ในการปิดบังสิ่งที่ไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกเห็นได้สะดวก ฉากบังเพลิงที่จะใช้ประกอบพระเมรุมาศ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ครั้งนี้เป็นการถ่ายทอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเรื่องราวงานจิตรกรรม วาดลงบนฉากบังเพลิง ที่ใช้สำหรับกั้นลม ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง โดยได้นำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ คัดเลือกให้เหมาะกับภาพในแต่ละด้านเพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงทำไว้เพื่อปวงชนชาวไทย ตลอด ๗๐ ปีแห่งการครองราชย์

Close

ซ่าง

ซ่าง

ซ่าง เขียนได้หลายแบบ คือ ซ่าง ส้าง สร้าง สำซ่าง ซ่างทรงบุษบกตั้งอยู่ตามมุมทั้ง ๔ ของพระเมรุมาศ ใช้เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรม ๔ สำรับ นั่งสวดอภิธรรมเวียนกันไป จนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ

Close

หอเปลื้อง

หอเปลื้อง

หอเปลื้อง คือบุษบก ๔ องค์ ที่อยู่วงนอกสุดของพระเมรุมาศ ใช้สำหรับเก็บพระโกศ และอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานพระราชพิธี เช่น ฟืน ดอกไม้จันทน์ ขันน้ำ เป็นต้น

Close

ฐานชาลาชั้นที่ ๑

ฐานชาลาชั้นที่ ๑

เป็นชั้นล่างสุด ล้อมด้วยรั้วราชวัติ ประดับด้วยฉัตรและเทวดานั่งถือ บังแทรก ส่วนที่มุมทั้งสี่ของฐานมีประติมากรรมท้าวจตุโลกบาลประทับ ยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน รอบฐานพระเมรุมาศมีสระน้ำ และเขามอจำลอง ประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่างๆ

Close

ฐานชาลาชั้นที่ ๒

ฐานชาลาชั้นที่ ๒

มีหอเปลื้องทรงบุษบกรูปแบบเดียวกันตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่ และพระโกศจันทน์ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี

Close

ฐานชาลาชั้นที่ ๓

ฐานชาลาชั้นที่ ๓

มีบุษบกองค์ประธานตั้งอยู่ที่จุดกึ่งกลางฐานชาลาชั้นบนสุด เป็นอาคารทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน ๗ ชั้น ที่ยอดบนสุด ประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว ๙ ชั้น) ภายในมีพระจิตกาธานเป็นที่ประดิษฐาน พระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร และฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่าง ฐานบุษบกประธานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม โดยรอบ รองรับด้วยฐานสิงห์ซึ่งประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มุมทั้งสี่ของฐานชั้นที่ ๓ นี้ เป็นที่ตั้งของซ่างทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน ๕ ชั้น ใช้สำหรับพระพิธีธรรม ๔ สำรับ นั่งสวดอภิธรรม สลับกันไปตลอดนับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ

Close
พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ประวัติความเป็นมาของพระเมรุมาศ

ตามระบอบความเชื่อแต่โบราณ มีคติความเชื่อเรื่องพระมหากษัตริย์ในสถานะเหมือนสมมติเทพในระบอบเทวนิยม รวมถึงแนวคิดคติจักรวาลวิทยา หรือคติไตรภูมิตามคัมภีร์พุทธศาสนา ซึ่งบอกลักษณะสัณฐานของจักรวาล การมีอยู่ของนรก โลก สวรรค์ ว่าด้วยรูปแบบของจักรวาลนั้นมีฐานกลม โดยมีแกนกลางคือ เขาพระสุเมรุ ซึ่งล้อมไปด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ มหานทีสีทันดร และทวีปทั้ง ๔ ซึ่งเป็นที่อยู่ของมนุษย์ ส่วนชั้นบนสุดเป็นสวรรค์ที่อยู่ของเทวดา จากคติดังกล่าว จึงเกิดความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นดั่งนารายณ์อวตารลงมาอำนวยความสงบสุขในโลกมนุษย์ เมื่อสิ้นอายุจึงเสด็จสวรรคต แปลว่า กลับสู่สวรรค์ ณ เขาพระสุเมรุที่ประทับเดิมอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล จึงเกิดเป็นโบราณราชพระเพณีในการเฉลิมพระเกียรติแก่พระบรมศพอย่างองค์อวตาร จัดสร้างสถานที่ถวายพระเพลิงอย่างสวรรค์ ตกแต่งเป็นสีทองเรียก “พระเมรุมาศ”อันหมายถึงเขาพระสุเมรุ ซึ่งช่างได้จำลองสัญลักษณ์ของจักรวาลทั้งในงานผัง งานสถาปัตยกรรม และองค์ประกอบทั้งหมดในมณฑลพิธี

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘)

พระเมรุมาศองค์นี้ ออกแบบโดยพระพรหมพิจิตร เป็นศิษย์ของบรมครู สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงได้ออกแบบตามอย่างครู กล่าวคือพระเมรุมาศทรงบุษบก เครื่องยอดทรงมณฑป ประดับยอดด้วยพรหมพักตร์ ฐานประดับด้วยฉัตรฉลุลายโปร่ง และรูปเทวดา แต่มีขนาดย่อมลงตามสภาพเศรษฐกิจ ในครานั้นได้มีการบันทึกเรื่องการก่อสร้างอย่างละเอียด บันทึกเป็นชุดภาพถ่ายในขณะทำการก่อสร้าง รวมถึงมีการสร้างแบบจำลองไว้ให้สถาปนิกรุ่นหลัง ได้นำมาศึกษาออกแบบเทคนิคงานช่าง การใช้วัสดุ การซ้อนไม้ และลำดับวิธีการก่อสร้าง ด้วยมรดกทางภูมิปัญญาที่ถูกบันทึกไว้นี้ จึงเป็นดั่งครูซึ่งมอบความรู้ที่มีประโยชน์ยิ่งในการออกแบบสืบไป

การใช้โครงสร้างไม้ และระแนงไม้ เพื่อประกอบเป็นยอดทรงมณฑป

ศิลปะการซ้อนไม้ คือ เทคนิคการสร้าง องค์ประกอบอาคารแบบชั่วคราวที่ใช้ไม้ แผ่นบางประกบกัน ให้เกิดมิติความตื้นลึก ขององค์ประกอบและลวดลาย

ในการก่อสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งเป็นอาคารชั่วคราว จะไม่ใช้การปิดทอง ประดับกระจกอย่างอาคารถาวร แต่จะใช้ศิลปะการฉลุวัสดุที่เป็น กระดาษ สีทอง เรียกว่า กระดาษทองย่น ปัจจุบันใช้เป็นผ้าทองย่น ซึ่งหาง่าย และตอกฉลุได้ง่าย จากนั้นจึง สอดแวว คือการปิดทับหลัง ด้วยกระดาษสี ให้เกิดลวดลายขึ้น

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)

ในการออกแบบพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ออกแบบเป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก เครื่องยอดทรงมณฑป แบบเดียว กับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เพิ่มการประดับยอด ด้วยพรหมพักตร์ เหนือขึ้นไปออกแบบเป็น “วชิราวุธ” (ตามพระนามของพระองค์) ประดับด้วยฉัตร ๙ ชั้น บริเวณฐานออกแบบ ประดับตกแต่งด้วยฉัตรฉลุลายโปร่ง และรูปเทวดาถือคันประทีป ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ รวมถึงออกแบบ‘หอเปลื้อง’ ซึ่งเป็นอาคารขนาดเล็กอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ของพระเมรุมาศ ใช้ในการเก็บของและที่พักเจ้าพนักงาน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะเห็นได้ว่าผู้ออกแบบสร้างสรรค์องค์ประกอบต่าง ๆ ขึ้นใหม่ โดยยังคงเป็นเรื่องราว ตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิ และระบบสัญลักษณ์อันบ่งบอกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว รวมถึงปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมอาคารตามประโยชน์ใช้สอยให้มีความสะดวกและเป็นระเบียบ เรียบร้อย

ยอดพระเมรุมาศออกแบบเป็นพรหมพักตร์ เหนือขึ้นไปออกแบบเป็น "วชิราวุธ"

หอเปลื้อง อาคารขนาดเล็กที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่เพื่อการใช้งาน เก็บพระโกศทองใหญ่ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ

บริเวณฐานออกแบบประดับตกแต่ง ด้วยฉัตรฉลุลายโปร่ง และรูปเทวดา ถือคันประทีปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

พระเมรุมาศในครั้งเก่าก่อนมีลักษณะเป็นอาคารชั่วคราวที่ใหญ่โต ภายในมีพระเมรุทองอีกชั้นหนึ่ง แต่เมื่อครั้งพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการออกแบบให้มีขนาดย่อมลง ตามกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า "... แต่ก่อนมา ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกเมรุใหญ่ซึ่งคนไม่เคยเห็น แล้วจะนึกเดาไม่ถูกว่าใหญ่โตเพียงใด เปลืองทั้งแรงคน เปลืองทั้งพระราชทรัพย์ ถ้าจะทำในเวลานี้ก็ดูไม่สมควรกับการที่เปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่เป็นเกียรติยืนยาวไปได้เท่าใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งปวง กลับเป็นความเดือดร้อน ถ้าเป็นการศพของผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์อันควรจะได้เป็นเกียรติยศ ฉันก็ไม่อาจจะลดทอนด้วยเกรงว่าคนจะไม่เข้าใจว่า เพราะผู้นั้นประพฤติไม่ดีอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ทำการศพให้สมเกียรติยศซึ่งสมควรจะได้ เมื่อถึงตัวฉันเองแล้ว เห็นว่าไม่มีข้อขัดข้องอันใด เป็นข้อคำที่จะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผาพอควร ในท้องสนามหลวง แล้วแต่จะเห็นสมควรกันต่อไป…”ในครั้งนั้นจึงได้ออกแบบพระเมรุมาศให้มีขนาดย่อมลง กล่าวคือ ยกเลิกการก่อสร้างพระเมรุใหญ่ เหลือไว้แต่พระเมรุทอง ซึ่งเรียกกันว่าพระเมรุทรงบุษบก แต่ยังคงลายละเอียดวิจิตร ทรวดทรงสง่างามสมพระเกียรติ จากนั้นมาพระเมรุมาศทรงบุษบกนี้ จึงเป็นต้นแบบพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อ ๆ มา และมีการพัฒนาไปตามยุคสมัย

บันไดทางขึ้นประดับด้วยลายฉลุผ้า ทองย่น พนักบันไดทํารูปพระยานาค ฉากบังเพลิงเขียนภาพเทวดาและ รามเกียรติ์ องค์ประกอบเรียบง่ายแต่ มีรายละเอียดที่วิจิตร

ซ่าง สําหรับพระพิธีธรรม อยู่ที่มุมทั้งสี่ อยู่บนฐาน ชั้นเดียวกับพระเมรุมาศ เป็นทรงบุษบกยอดมณฑป เช่นกัน

ภาพการตกแต่งภายในพระที่นั่งทรงธรรม

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) และพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่๑ - ๓)

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้รูปแบบอย่างไทยประเพณีที่สืบทอดมาจาก สมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เป็นพระเมรุมาศ ๒ ชั้น สูงประมาณ ๘๐ เมตร ชั้นนอกเป็นอาคาร จัตุรมุขยอดปรางค์ โครงสร้างไม้ ตกแต่งด้วยไม้ไผ่และกระดาษ ฐานประทักษิณปูพื้นด้วยไม้ไผ่สาน ผนังทำจากไม้ไผ่สาน ตกแต่งด้วยกระดาษทอง จะเห็นได้ว่าเป็นการเลือกใช้วัสดุอย่างงานชั่วคราวทั้งสิ้น ด้านในพระเมรุใหญ่ มีพระเมรุทอง เป็นที่ประดิษฐานพระเบญจาทองคำจาหลัก ๗ ชั้น เบื้องบนกางกั้น พระมหาเศวตฉัตร ด้านในมีฉากบังเพลิงประดับกระจกสี ผังบริเวณโดยรอบมีเมรุทิศ เมรุประตู รวม ๖ องค์ ล้อมด้วยรั้วราชวัติ ฉัตรทอง ฉัตรเงิน ฉัตรนาค พระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านทิศใต้ถือเป็นครั้ง สุดท้ายที่ยังใช้รูปแบบพระเมรุใหญ่ ๒ ชั้นอย่างสมัยกรุงศรีอยุธยา

พระเมรุมาศหรือพระเมรุเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะกิจ ดังนั้นโครงสร้างและงาน สถาปัตยกรรมจึงใช้วัสดุและวิธีการก่อสร้างแบบชั่วคราว คำนึงถึงระยะเวลาการก่อสร้างที่สั้น และรวดเร็ว พระเมรุมาศและพระเมรุในอดีตนิยมสร้างด้วยโครงสร้างไม้ อาจใช้ไม้ไผ่และไม้เนื้อแข็ง ประกอบกัน ในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนใช้วัสดุในการก่อสร้างแตกต่างกันตามความเหมาะสม เช่น ในครั้งพระเมรุมาศ พระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้ เนื้อแข็งและเหล็กรูปพรรณ ประกอบกัน เมื่อเลิกใช้งานแล้วสามารถรื้อถอนหรือนำไปใช้สอย เพื่อสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ได้ และเนื่องจาก การก่อสร้างองค์ประกอบพระเมรุมาศแต่เดิมใช้ศิลปะ การซ้อนไม้ ซึ่งต้องสิ้นเปลืองไม้เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันจึงกำหนดเทคนิคการก่อสร้างองค์ประกอบ ทางสถาปัตยกรรมที่ต้องทำซ้ำกันหลายชิ้น เช่น เสาหัวเม็ด รวยระกา หน้าบัน ให้ใช้วิธีหล่อเรซิน จากต้นแบบโดยไม่ต้องใช้ไม้ทั้งหมด

พระเมรุมาศทรงปราสาทขนาดใหญ่ตามโบราณราชประเพณีนั้น นิยม ๒ รูปแบบ คือ พระเมรุมาศทรงปราสาทยอดปรางค์ และพระเมรุมาศทรงปราสาทยอดมณฑป สมัยรัตนโกสินทร์ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) มีการสร้างพระเมรุมาศตามตำราโบราณ ณ ท้องสนามหลวง และเป็นแบบแผนในงานพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) สืบจนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)

ผังพระเมรุสมเด็จฯ เจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ แสดงขนาด รูปทรงและลักษณะการใช้งานพื้นที่โดย ละเอียด (คัดลอกในสมัย รัชกาลที่ ๕) เป็นแบบแผน การสร้างพระเมรุมาศสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่สืบทอดมา จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ฐานประทักษิณรอบพระเมรุมาศ ประดับตกแต่งด้วยวัสดุที่ใช้อย่างชั่วคราวเช่น ไม้ไผ่สาน เสื่อ

ผังพระเมรุมาศและมณฑลพิธี

การออกแบบผังพระเมรุมาศ ออกแบบตามผังภูมิจักรวาล ปรัชญา และคติความเชื่อของไทย มีการกำหนดตำแหน่งจุดกึ่งกลางพระเมรุมาศซึ่งเปรียบเสมือนกึ่งกลางจักรวาลในครั้งนี้ คือใช้ตำแหน่งจุดตัดของแกนสำคัญ ๒ แกนคือ แกนทิศเหนือ-ใต้ ได้แก่ แนวแกนที่ขนานกับสนามหลวง ตรงไปยังยอดพระศรีรัตนเจดีย์ ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งตั้งฉากกับแนวแกนแรก ไปยังจุดศูนย์กลางพระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร

ภูมิทัศน์บริเวณด้านหน้าทางเข้าทั้งทิศเหนือ และทิศใต้ จัดภูมิทัศน์สะท้อนถึงพระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แนวคิดในการออกแบบงานภูมิทัศน์ครั้งนี้ เน้นการจำลองบรรยากาศเชิงสัญลักษณ์ และเลือกพืชพันธุ์ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริ โดยเฉพาะที่นอกรั้วราชวัติทางทิศเหนือ หรือด้านทางเข้าหลักของพระเมรุมาศ ได้ออกแบบเป็นบ่อแก้มลิง ติดตั้งกังหันชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น และจัดพื้นที่เป็นนาข้าว โดยขอบคันนาได้ออกแบบเป็นเลขเก้าไทยสีดินทอง

การจัดสร้างประติมากรรมทั้งหมด เน้นความเชื่อเรื่องจักรวาลและเขาพระสุเมรุเป็นหลัก โดยในการจัดสร้างครั้งนี้มีความพิเศษที่จะมีการจัดสร้างประติมากรรมรูปคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาดเท่าตัวจริง เพื่อประดับพระเมรุมาศ จะมีการประดับในตำแหน่งใกล้กับพระบรมโกศ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความผูกพันธ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีต่อสุนัขทรงเลี้ยง

ภาพจำลองภายในมณฑลพิธี แผนผังบริเวณมณฑลพิธี
มณฑลพิธี

คลิก เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

พระเมรุมาศ

พระเมรุมาศ

พระเมรุมาศ

พระเมรุมาศ เป็นพระเมรุขนาดสูงใหญ่ ใช้ในพระราชพิธี พระบรมศพ พระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระราชชนนี พระบวรราชเจ้า พระยุพราช สำหรับการตายที่ใช้ราชาศัพท์ว่าสวรรคต ภายในพระเมรุมาศมี “พระเมรุทอง” ลักษณะของ พระเมรุมาศที่ปรากฏการสร้างมี ๒ รูปแบบคือพระเมรุมาศ ทรงปราสาท ที่สร้างมาแต่โบราณ มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร และพระเมรุมาศทรงบุษบก ที่เริ่มใช้ในพระราชพิธี พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงดำริว่าการพระราชพิธีพระบรมศพอย่างโบราณสิ้นเปลืองแรง พระราชทรัพย์ และได้ใช้รูปแบบของพระเมรุมาศ ทรงบุษบกต่อมาโดยตลอด

Close
พระที่นั่งทรงธรรม

พระที่นั่งทรงธรรม

พระที่นั่งทรงธรรม

อาคารสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ประทับทรงธรรมและประกอบพระราชพิธี บำเพ็ญพระราชกุศลในการออกพระเมรุพระบรมศพ และมีที่สำหรับพระราชอาคันตุกะ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร พลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

Close
พลับพลายก

พลับพลายก

พลับพลายก

อาคารทรงโถงใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ประทับเพื่อรอรับส่งพระบรมศพ ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ประกอบด้วย พลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พลับพลาหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท และพลับพลายกท้องสนามหลวงด้านหน้าทางเข้ามณฑลพิธี

Close
ศาลาลูกขุน ๑

ศาลาลูกขุน ๑

ศาลาลูกขุน ๑

สิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นโถงไม่มีผนังใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ และร่วมในพระราชพิธี

Close
ภาพจำลองภายในมณฑลพิธี

ศาลาลูกขุน ๒

ภาพจำลองภายในมณฑลพิธี

สิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นโถงไม่มีผนังใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ และร่วมในพระราชพิธี

Close
ทับเกษตร

ทับเกษตร

ทับเกษตร

อาคารที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการกำหนดขอบเขต สร้างอยู่ที่มุมทั้งสี่ของมณฑลพิธี และใช้สำหรับเป็น ที่พักเจ้าพนักงาน ทับเกษตรในครั้งนี้ออกแบบเป็น อาคารเครื่องยอดชั้นบันแถลง ๓ ชั้น ลดรูปการประดับตกแต่งล้อจากพระเมรุมาศ ออกปีกอาคารหลังคาจั่ว เชื่อมต่อกับรั้วราชวัติ

Close
ทิม

ทิม

ทิม

อาคารที่พักของพระสงฆ์ แพทย์หลวง เจ้าพนักงาน และเป็นที่ประโคมปี่ พาทย์ประกอบพิธี สร้างติดแนวรั้วราชวัติทั้ง ๔ ด้าน มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้าง ด้านหน้าโล่ง ด้านข้างและด้านหลังออกแบบให้มีผนังสูงหรือพนักตามความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน

Close
ศาลาลูกขุน ๓

ศาลาลูกขุน ๓

ศาลาลูกขุน ๓

สิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นโถงไม่มีผนังใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ และร่วมในพระราชพิธี

Close
มณฑลพิธี

คลิก เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

พระเมรุมาศ

พระเมรุมาศ

พระเมรุมาศ

พระเมรุมาศ เป็นพระเมรุขนาดสูงใหญ่ ใช้ในพระราชพิธี พระบรมศพ พระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระราชชนนี พระบวรราชเจ้า พระยุพราช สำหรับการตายที่ใช้ราชาศัพท์ว่าสวรรคต ภายในพระเมรุมาศมี “พระเมรุทอง” ลักษณะของ พระเมรุมาศที่ปรากฏการสร้างมี ๒ รูปแบบคือพระเมรุมาศ ทรงปราสาท ที่สร้างมาแต่โบราณ มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร และพระเมรุมาศทรงบุษบก ที่เริ่มใช้ในพระราชพิธี พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงดำริว่าการพระราชพิธีพระบรมศพอย่างโบราณสิ้นเปลืองแรง พระราชทรัพย์ และได้ใช้รูปแบบของพระเมรุมาศ ทรงบุษบกต่อมาโดยตลอด

Close
พระที่นั่งทรงธรรม

พระที่นั่งทรงธรรม

พระที่นั่งทรงธรรม

อาคารสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ประทับทรงธรรมและประกอบพระราชพิธี บำเพ็ญพระราชกุศลในการออกพระเมรุพระบรมศพ และมีที่สำหรับพระราชอาคันตุกะ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร พลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

Close
พลับพลายก

พลับพลายก

พลับพลายก

อาคารทรงโถงใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ประทับเพื่อรอรับส่งพระบรมศพ ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ประกอบด้วย พลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พลับพลาหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท และพลับพลายกท้องสนามหลวงด้านหน้าทางเข้ามณฑลพิธี

Close
ศาลาลูกขุน ๑

ศาลาลูกขุน ๑

ศาลาลูกขุน ๑

สิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นโถงไม่มีผนังใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ และร่วมในพระราชพิธี

Close
ภาพจำลองภายในมณฑลพิธี

ศาลาลูกขุน ๒

ภาพจำลองภายในมณฑลพิธี

สิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นโถงไม่มีผนังใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ และร่วมในพระราชพิธี

Close
ทับเกษตร

ทับเกษตร

ทับเกษตร

อาคารที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการกำหนดขอบเขต สร้างอยู่ที่มุมทั้งสี่ของมณฑลพิธี และใช้สำหรับเป็น ที่พักเจ้าพนักงาน ทับเกษตรในครั้งนี้ออกแบบเป็น อาคารเครื่องยอดชั้นบันแถลง ๓ ชั้น ลดรูปการประดับตกแต่งล้อจากพระเมรุมาศ ออกปีกอาคารหลังคาจั่ว เชื่อมต่อกับรั้วราชวัติ

Close
ทิม

ทิม

ทิม

อาคารที่พักของพระสงฆ์ แพทย์หลวง เจ้าพนักงาน และเป็นที่ประโคมปี่ พาทย์ประกอบพิธี สร้างติดแนวรั้วราชวัติทั้ง ๔ ด้าน มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้าง ด้านหน้าโล่ง ด้านข้างและด้านหลังออกแบบให้มีผนังสูงหรือพนักตามความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน

Close
ศาลาลูกขุน ๓

ศาลาลูกขุน ๓

ศาลาลูกขุน ๓

สิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นโถงไม่มีผนังใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ และร่วมในพระราชพิธี

Close

คติจักรวาลวิทยาบริเวณพระเมรุมาศ

การจำลองสมมติบรรพตตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิ ภูมิจักรวาล และโลกสัณฐาน โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของสรรพสิ่งมาสร้างพระเมรุมาศ ย่อมแสดงความหมายเชิงสัญลักษณ์แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามคติพราหมณ์และพุทธ กล่าวคือ เป็นที่ประทับของเหล่าเทพเจ้า และเทวดาทั้งหลาย อนึ่งยอดเขาพระสุเมรุนั้นเป็นที่ตั้งแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือเทวโลก อันมีเทวสภาที่มีผู้ปกครองสูงสุด คือ พระอินทร์ ขณะเดียวกันนั้น การถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุ ย่อมเป็นการสื่อความหมายในแง่มุมหนึ่งว่า กษัตริย์ผู้สวรรคตนั้นได้เสด็จสู่เทวพิภพ ณ ดินแดนเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่ประทับเดิมก่อนจุติหลังเสด็จลงมายังโลกมนุษย์

การตีความจักรวาลคติ และถ่ายทอดออกมาเป็นมณฑลพิธี รวมไปถึงลักษณะทางสถาปัตยกรรม ยังรวมไปถึงแนวคิดและคติที่เกี่ยวเนื่องกับดินแดนบริเวณเขาพระสุเมรุ ไม่ว่าจะเป็นทิวเขาสัตบริภัณฑ์ ดินแดนของเทพ อสูร ครุฑ นาค และป่าหิมพานต์อันเป็นที่อยู่ของวิทยาธร คนธรรพ์ กินนร และสัตว์หิมพานต์อื่นๆ มาอยู่รอบพระเมรุมาศ หรือแม้กระทั่งเมรุทิศทั้ง ๔ ก็เปรียบเสมือนทวีปทั้ง ๔ ที่อยู่โดยรอบเขาพระสุเมรุนั่นเอง

เขาพระสุเมรุ

เขาสัตบริภัณฑ์

สระอโนดาต

ทวีปทั้ง ๔

เขาพระสุเมรุ

เขาพระสุเมรุ

ตามคติในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา คือภูเขาที่เป็นหลักของโลก ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของโลก หรือจักรวาล เป็นที่อยู่ของสิ่งวิญญาณ ในภพและภูมิต่างๆ นับแต่สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ไปถึง มนุษย์นาค ครุฑ ยักษ์มาร คนธรรพ์ ฤๅษี และเทวดา โดย มีปลาอานนท์หนุนอยู่ รอบเขาพระสุเมรุ

เขาสัตบริภัณฑ์

เขาสัตบริภัณฑ์

เป็นชื่อภูเขาในตำนานพุทธศาสนา เชื่อว่าตั้งอยู่กลางป่าหิมพานต์ มีเทือกเขา ๗ เทือก ประกอบด้วย

๑. เขายุคนธร

๒. เขาอิสินธร

๓. เขากรวิก

๔. เขาสุทัส

๕. เขาวินตกะ

๖. เขาอัสกรรณ

แต่ละเขาจะเรียงเป็นชั้นๆ ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ และจะมีแม่นํ้าสีทันดร อีกเจ็ดสายคั่นเขาแต่ละเทือกไว้ ยอดเขาพระสุเมรุตรงใจกลางนี้ท่านว่า เป็นที่ตั้งของดาวดึงส์สวรรค์ รวมเรียกว่า เขาสัตบริภัณฑ์ (อ่านว่า สัด-ตะ -บอ-ริ-พัน) หรือ เขาสัตภัณฑ์ (อ่านว่า สัด-ตะ -พัน) ก็ได้.

สระอโนดาต

สระอโนดาต

สระอโนดาต เป็นสระที่ได้ยินชื่อบ่อยที่สุด ธารนํ้า ทั้งหลาย ย่อมไหลลงมาที่สระอโนดาต พื้นสระอโนดาต เป็น แผ่นหินกายสิทธิ์ ชื่อมโนศิลา บริเวณที่เป็นดิน ก็เป็นดิน กายสิทธิ์ชื่อหรดาล (ใช้ถูตัวได้ดี) นํ้าใสแจ๋วสะอาด ท่าอาบนํ้า มีมากมาย เป็นที่สรงสนานแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย รวมถึงเหล่าผู้วิเศษผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย เช่น ฤๅษี วิทยาธร ยักษ์ นาค เทวดา เป็นต้น

ทวีปทั้ง ๔

ทวีปทั้ง ๔

ประกอบไปด้วย

๑. อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่เหนือของภูเขาพระสุเมรุ

๒. ปุพพวิเทหะ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเขาพระสุเมรุ

๓. ชมพูทวีป ตั้งอยู่ตอนใต้เขาพระสุเมรุ คือโลกของเรา

๔. อมรโคยาน ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเขาพระสุเมรุ

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

การอัญเชิญพระบรมศพจากพระมหาปราสาทไปสู่พระเมรุมาศ หรืออัญเชิญพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศ มาสู่พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุหรือลอยพระอังคาร ตามโบราณกาลจะอัญเชิญด้วยขบวนพระราชอิสริยยศ ซึ่งเรียกว่า “ริ้วขบวน” โดยแต่ละริ้วขบวนมีคนหาม คนฉุดชักจำนวนมาก พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระอิสริยยศ

การจัดริ้วขบวนเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีขบวนพระบรมราชอิสริยยศ จำนวน ๖ ริ้วขบวน โดยมีการบูรณะตกแต่งราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ เพื่อให้พร้อมสำหรับการอัญเชิญพระบรมศพ พระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคาร รวมทั้งซักซ้อมการเคลื่อนขบวนให้งดงามประหนึ่งราชรถ เคลื่อนบนหมู่เมฆส่งเสด็จสู่สวรรค์

ริ้วขบวนที่ ๑

ริ้วขบวนที่ ๒

ริ้วขบวนที่ ๓

ริ้วขบวนที่ ๔

ริ้วขบวนที่ ๕

ริ้วขบวนที่ ๖

ริ้วขบวนที่ ๑

ริ้วขบวนที่ ๑ พระยานมาศสามลำคาน

ริ้วขบวนที่ ๑ พระยานมาศสามลำคาน

พระยานมาศสามลำคาน เป็นยานที่มีคานหามขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้จำหลักลวดลายลงรักปิดทองมีพนักโดยรอบ ๓ ด้าน และมีคานหาม ๓ คาน จึงเรียกว่า พระยานมาศสามลำคาน อยู่ในขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วที่ ๑ ใช้สำหรับอัญเชิญพระบรมโกศ (พระโกศทองใหญ่) จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทใน พระบรมมหาราชวัง

ริ้วขบวนที่ ๑ พระยานมาศสามลำคาน

ริ้วขบวนที่ ๑ พระยานมาศสามลำคาน

ริ้วขบวนที่ ๑ เชิญพระบรมโกศ (พระโกศทองใหญ่) โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทาง ถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังถนนสนามไชย เชิญพระบรมโกศ (พระโกศทองใหญ่) ขึ้นประดิษฐานในบุษบก พระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมระยะทาง ๘๑๗ เมตร ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที

ริ้วขบวนที่ ๒

ริ้วขบวนที่ ๒ พระมหาพิชัยราชรถ

ริ้วขบวนที่ ๒ พระมหาพิชัยราชรถ

พระมหาพิชัยราชรถมีลักษณะเป็นราชรถทรงบุษบก ทำด้วยไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจก สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใช้เพื่อการอัญเชิญพระโกศพระอัฐิ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ออกพระเมรุ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๙ ต่อมาใช้อัญเชิญพระบรมโกศ พระมหากษัตรย์ และพระโกศพระบรมวงศ์จนถึงปัจจุบัน

เกรินบันไดนาค

คืออุปกรณ์ที่ใช้เชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นหรือลงจากราชรถและพระเมรุมาศแทนการใช้นั่งร้านไม้ต่อยกสูงแบบสมัยโบราณ ที่ใช้กำลังคน ยกขึ้นลง โดยทำเป็ นรางเลื่อนขึึ้นลงด้วยกว้านหมุน ลักษณะการใช้งานเหมือนลิฟต์ ในปัจจุบัน

ริ้วขบวนที่ ๒ พระมหาพิชัยราชรถ

ริ้วขบวนที่ ๒ พระมหาพิชัยราชรถ

ริ้วขบวนที่ ๒ เชิญพระบรมโกศ (พระโกศทองใหญ่) ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ โดยเกรินบันไดนาค จากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปทางถนนสนามไชย ยาตราขบวนแห่เชิญ พระบรมโกศ (พระโกศทองใหญ่) จากถนนสนามไชย เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน จากนั้น ขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่ เชิญพระบรมโกศ (พระโกศทองใหญ่) เข้าสู่ท้องสนามหลวง รวมระยะทาง ๘๙๐ เมตร ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง

ริ้วขบวนที่ ๓

ริ้วขบวนที่ ๓ - ราชรถปืนใหญ่

ริ้วขบวนที่ ๓ - ราชรถปืนใหญ่

ราชรถปืนใหญ่ เป็นราชรถที่เชิญพระโกศพระบรมศพ พระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ ที่ทรงรับราชการทหารเมื่อครั้งดำรง พระชนม์ชีพ แทนพระยานมาศสามลำคานตามธรรมเนียมเดิม จากพระบรมมหาราชวังหรือวังของพระบรมวงศ์ พระองค์นั้น ๆ สู่พระเมรุมาศ หรือพระเมรุ

ริ้วขบวนที่ ๓ - ราชรถปืนใหญ่

ริ้วขบวนที่ ๓ - ราชรถปืนใหญ่

ริ้วขบวนที่ ๓ เชิญพระโกศพระบรมศพสู่พระเมรุมาศ หรือพระเมรุ และแห่อุตราวัฏ (เวียนซ้าย) รอบพระเมรุมาศ ๓ รอบ

ริ้วขบวนที่ ๔

ริ้วขบวนที่ ๔ - พระที่นั่งราเชนทรยาน

ริ้วขบวนที่ ๔ - พระที่นั่งราเชนทรยาน

พระที่นั่งราเชนทรยาน เป็นพระราชยานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ลักษณะเป็นทรงบุษบก ย่อมุมไม้สิบสอง หลังคาซ้อน ๕ ชั้น สร้างด้วยไม้ แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก พนักพิงและกระจังปฏิญาณแกะสลักเป็นภาพ เทพนมไว้ตรงกลาง และมีรูปครุฑยุดนาคประดับที่ฐาน มีคานสำหรับหาม ๔ คาน ใช้คนหาม ๕๖ คน แต่เวลาปกติจะคงคานประจำไว้ ๒ คาน ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนิน โดยขบวนแห่อย่างใหญ่

ริ้วขบวนที่ ๔ - พระที่นั่งราเชนทรยาน

ริ้วขบวนที่ ๔ - พระที่นั่งราเชนทรยาน

ริ้วขบวนที่ ๔ เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน และเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ขึ้นประดิษฐานในพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยจากพระเมรุมาศเข้าสู่ พระบรมมหาราชวัง

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระบรมราชสรีรางคารโดยพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย แยกเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพักไว้ที่พระศรีรัตนเจดีย์

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระโกศพระบรมอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน เข้าประตูพิมานไชยศรี เชิญพระโกศพระบรมอัฐิจากพระที่นั่งราเชนทรยานเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐานที่ บุษบกแว่นฟ้าทอง

ริ้วขบวนที่ ๕

ริ้วขบวนที่ ๕ - พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย

ริ้วขบวนที่ ๕ - พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย

พระราเชนทรยานน้อย เป็นพระราชยานที่ใช้ในการประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคาร เข้าสู่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง พระราเชนทรยานน้อยมีลักษณะเป็นทรงบุษบก สร้างด้วยไม้แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจกทั้งองค์ ขนาดกว้าง ๑๐๐ เซนติเมตร ยาว ๕๔๘ เซนติเมตร รวมคานหาม สูง ๔๑๔ เซนติเมตร มีคานสำหรับหาม ๔ คาน จำนวนคนหาม ๕๖ คน

ริ้วขบวนที่ ๕ - พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย

ริ้วขบวนที่ ๕ - พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย

ริ้วขบวนที่ ๕ เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ริ้วขบวนที่ ๖

ริ้วขบวนที่ ๖ - ขบวนกองทหารม้า

ริ้วขบวนที่ ๖ - ขบวนกองทหารม้า

ประกอบด้วยกองทหารม้าอิสริยยศ ซ่ึงประกอบด้วยทหารม้า ๗๗ ม้า ซึ่งประกอบด้วย ทหารม้าอิสริยยศนำ และทหารม้าอิสริยยศตาม สำหรับทหารม้าอิสริยยศนำจำนวน ๔๔ นายได้แก่ หมู่แตร ๖ นาย ผู้บังคับกองทหารม้าอิสริยยศ ๑ นาย หมู่เชิญธงชัยเฉลิมพล ๔ นาย ผู้บังคับกองร้อยทหารม้าอิสริยยศนำ ๑ นาย ผู้บังคับหมวด ๒ นาย ทหารม้านำ ๓๐ นาย ส่วนกองทหารม้าอิสริยยศตาม ๓๓ นาย ได้แก่ ผู้บังคับ กองร้อยทหารม้าอิสริยยศตาม ๑ นาย ผู้บังคับหมวด ๒ นาย ทหารม้าตาม ๓๐ นาย

ริ้วขบวนที่ ๕ - พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย

ริ้วขบวนที่ ๕ - พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย

ริ้วขบวนที่ ๖ ขบวนกองทหารม้า เชิญพระบรมราชสรีรางคารจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร

หมายกำหนดการพระราชพิธี

  • วันพุธที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๐

    เวลา ๑๗.๓๐ น.พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

  • วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐

    เวลา ๐๗.๐๐ น.พระราชพิธีเชิญพระบรมศพจาก พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ก่อนเปลี่ยนขึ้นราชรถเชิญไปยังพระเมรุมาศ

    เวลา ๑๗.๓๐ - ๒๒.๐๐ น.พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศ

  • วันศุกร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๐

    เวลา ๐๘.๐๐ น.พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ

  • วันเสาร์ที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๐

    เวลา ๑๗.๓๐ น.พระราชพิธีพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

  • วันอาทิตย์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๐

    เวลา ๑๐.๓๐ น.พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล และเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ ขึ้น ประดิษฐานพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิพระเจ้าแผ่นดินทุกรัชกาล

    เวลา ๑๗.๓๐ น.พระราชพิธีบรรจุ พระบรมราชสรีรางคารเข้าขบวนแห่อิสริยยศไปประดิษฐานยัง ๒ วัด คือ วัดราชบพิธสถิต มหาสีมารามราชวรวิหาร และวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร (ทั้ง ๒ วัดเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๙)

ข้อมูลประชาชน

กลับสู่ด้านบน